PET กับ PP ต่างกันอย่างไร? เลือกบรรจุภัณฑ์แบบไหนให้เหมาะกับสินค้า

PET กับ PP ต่างกันอย่างไร? เลือกบรรจุภัณฑ์แบบไหนให้เหมาะกับสินค้า

ก่อนเลือกขวดหรือภาชนะ สิ่งสำคัญคือต้องเข้าใจก่อนว่า PET กับ PP ต่างกันอย่างไร เพราะพลาสติกทั้งสองชนิดมีจุดเด่นคนละด้าน PET มักถูกเลือกเมื่อต้องการบรรจุภัณฑ์ใส มองเห็นสินค้า และมีความแข็งคงรูป ส่วน PP เหมาะกับงานที่ต้องรับอุณหภูมิสูงกว่าและต้องการวัสดุที่มีความเหนียวหรือยืดหยุ่นมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม การตัดสินใจไม่ควรดูเพียงชื่อวัสดุ แต่ต้องพิจารณาอุณหภูมิขณะบรรจุ ลักษณะสินค้า กระบวนการผลิต รูปทรงบรรจุภัณฑ์ และเงื่อนไขการใช้งานจริงร่วมกัน โดยเฉพาะบรรจุภัณฑ์สัมผัสอาหารซึ่งต้องใช้วัสดุและโครงสร้างที่เหมาะกับประเภทอาหารและสภาวะการใช้งานนั้น ๆ

PET และ PP คือพลาสติกแบบไหน

PET หรือ Polyethylene Terephthalate เป็นพลาสติกในกลุ่มโพลีเอสเตอร์ จุดเด่นที่เห็นได้ชัดคือสามารถผลิตให้มีความใสสูง แข็ง และคงรูปได้ดี จึงพบได้บ่อยในขวดเครื่องดื่ม ขวดน้ำดื่ม ขวดน้ำมัน หรือบรรจุภัณฑ์ที่ต้องการโชว์สินค้า

PP หรือ Polypropylene เป็นพลาสติกในกลุ่ม Polyolefin มีลักษณะเด่นด้านความเหนียว น้ำหนักเบา และรองรับอุณหภูมิสูงกว่า PET ทั่วไปในหลายการใช้งาน จึงมักใช้กับถ้วย กล่อง ฝา และภาชนะที่ต้องผ่านกระบวนการบรรจุหรือใช้งานในอุณหภูมิสูงขึ้น

ทั้ง PET และ PP สามารถพบในงาน พลาสติกบรรจุอาหาร ได้ แต่ต้องเลือกเกรด วัสดุเสริม และรูปแบบบรรจุภัณฑ์ให้ตรงกับเงื่อนไขการสัมผัสอาหารจริง ไม่ควรพิจารณาจากชนิดเรซินเพียงอย่างเดียว

เปรียบเทียบ PET กับ PP ในจุดที่มีผลต่อการเลือก

ปัจจัย PET PP
ความใส โดยทั่วไปใสและมองเห็นสินค้าชัด มักมีความขุ่นหรือโปร่งแสงมากกว่า
ความแข็งของภาชนะ แข็ง คงรูปดี มีความเหนียวและยืดหยุ่นมากกว่า
การใช้งานกับความร้อน ต้องเลือกรูปแบบหรือเกรดให้เหมาะกับอุณหภูมิ มักเหมาะกับงานอุณหภูมิสูงกว่า PET ทั่วไป
งานที่พบบ่อย ขวดน้ำ เครื่องดื่ม น้ำมัน และสินค้าที่ต้องโชว์เนื้อผลิตภัณฑ์ ถ้วย กล่อง ฝา และบรรจุภัณฑ์ที่ต้องการความทนความร้อนมากขึ้น
ลักษณะภาพลักษณ์ เหมาะกับสินค้าที่ต้องการความใสคล้ายแก้ว เหมาะกับงานที่ให้ความสำคัญกับฟังก์ชันและกระบวนการใช้งาน

ตารางนี้เป็นภาพรวม ไม่ใช่เกณฑ์ตัดสินแบบตายตัว เพราะสมบัติจริงของบรรจุภัณฑ์ยังขึ้นอยู่กับสูตรวัสดุ ความหนา การออกแบบ และกระบวนการผลิตด้วย

ถ้าต้องการขวดใส PET มักได้เปรียบ

หนึ่งในเหตุผลหลักที่ผู้ผลิตเลือก ขวด PET คือความใส ซึ่งช่วยให้ผู้บริโภคเห็นสี เนื้อสัมผัส หรือปริมาณสินค้าได้จากภายนอก เหมาะกับเครื่องดื่ม น้ำผลไม้ ซอสบางประเภท น้ำมัน และผลิตภัณฑ์ที่รูปลักษณ์ของสินค้ามีผลต่อการตัดสินใจซื้อ

PET ยังมีความแข็งค่อนข้างดีเมื่อผลิตเป็นขวด จึงช่วยให้รูปทรงดูชัดและเหมาะกับงานที่ต้องการผิวบรรจุภัณฑ์เรียบสำหรับติดฉลากหรือทำ Sleeve

แต่หากสินค้าเข้าสู่ขวดขณะมีอุณหภูมิสูง ไม่ควรสรุปว่าขวด PET ทั่วไปสามารถใช้ได้ทันที เพราะกระบวนการ Hot Fill หรือ Pasteurization มีการแบ่งเงื่อนไขตามอุณหภูมิอย่างชัดเจน และต้องใช้บรรจุภัณฑ์ที่ออกแบบรองรับสภาวะนั้น

PP เหมาะเมื่อกระบวนการมีความร้อนมากขึ้น

จุดที่ทำให้ ขวด PP และบรรจุภัณฑ์ PP ถูกนำมาใช้ในงานอาหารหลายประเภทคือความสามารถในการรองรับอุณหภูมิที่สูงกว่า PET ทั่วไปในหลายกรณี รวมถึงความเหนียวของวัสดุ

ตัวอย่างงานที่อาจพิจารณา PP ได้แก่

  • สินค้าที่บรรจุขณะยังร้อน
  • ภาชนะที่ต้องผ่านกระบวนการให้ความร้อนบางรูปแบบ
  • กล่องหรือถ้วยอาหารที่อาจนำไปอุ่น
  • ฝาหรือชิ้นส่วนที่ต้องการความยืดหยุ่นในการเปิดปิด

อย่างไรก็ตาม คำว่า “ทนร้อน” ไม่ควรตีความว่า PP ทุกแบบสามารถใช้งานกับอุณหภูมิใดก็ได้ การเลือกต้องอ้างอิงข้อกำหนดของวัสดุและบรรจุภัณฑ์จริง รวมถึงระยะเวลาและอุณหภูมิที่สัมผัสอาหาร

เลือกจากสินค้าและกระบวนการบรรจุเป็นหลัก

ก่อนตัดสินใจระหว่าง PET กับ PP ควรเริ่มจากข้อมูลของสินค้า ไม่ใช่เริ่มจากรูปทรงขวดที่ต้องการ

สินค้าบรรจุที่อุณหภูมิเท่าไร

อุณหภูมิขณะ Filling เป็นข้อมูลสำคัญมาก หากบรรจุที่อุณหภูมิห้อง ทางเลือกจะกว้างกว่าสินค้าที่ต้อง Hot Fill หรือ Pasteurize

FDA แยกเงื่อนไขการใช้งานของวัสดุสัมผัสอาหารระหว่างการบรรจุที่อุณหภูมิห้อง การบรรจุร้อนต่ำกว่า 66°C และการบรรจุร้อนหรือพาสเจอไรซ์สูงกว่า 66°C ซึ่งสะท้อนว่าความร้อนเป็นหนึ่งในปัจจัยหลักของการเลือกวัสดุ

ต้องการเห็นสินค้าด้านในหรือไม่

หากสินค้าเน้นสีสัน ความใส หรือมีชิ้นเนื้อที่ต้องการโชว์ PET มักเหมาะกว่าในด้านรูปลักษณ์

ในทางกลับกัน ถ้าความใสไม่ใช่ปัจจัยสำคัญ และกระบวนการผลิตต้องการคุณสมบัติด้านความร้อนมากขึ้น PP อาจเป็นตัวเลือกที่ควรนำมาเปรียบเทียบ

บรรจุภัณฑ์ต้องถูกบีบหรือคืนรูปหรือไม่

บรรจุภัณฑ์แต่ละรูปทรงต้องการความแข็งและความยืดหยุ่นไม่เหมือนกัน ขวดที่ต้องการคงรูปชัดเจนอาจให้ความสำคัญกับความแข็งของวัสดุ ขณะที่บรรจุภัณฑ์บางประเภทต้องการความเหนียวหรือความยืดหยุ่นมากกว่า

ดังนั้นควรทดลองกับรูปทรงจริง ไม่ควรเลือกวัสดุจากข้อมูลเชิงทฤษฎีเพียงอย่างเดียว

เลือก PET หรือ PP สำหรับสินค้าแต่ละกลุ่ม

น้ำดื่มและเครื่องดื่มเย็น

PET เป็นวัสดุที่พบได้บ่อย เนื่องจากให้ความใสและคงรูปได้ดี โดยเฉพาะสินค้าที่บรรจุและเก็บในอุณหภูมิปกติหรือแช่เย็น

เครื่องดื่มที่บรรจุร้อน

ต้องดูอุณหภูมิ Filling และกระบวนการหลังบรรจุเป็นหลัก อาจต้องใช้ PET ที่ออกแบบเฉพาะสำหรับ Hot Fill หรือพิจารณาวัสดุประเภทอื่นตาม Requirement ของผลิตภัณฑ์ ไม่ควรใช้ขวด PET ทั่วไปแทนโดยอัตโนมัติ

ซอสและเครื่องปรุง

เลือกได้ทั้ง PET และ PP ขึ้นกับอุณหภูมิบรรจุ ความต้องการความใส ความหนืดของสินค้า และระบบฝา หากเป็นซอสที่บรรจุร้อน ควรให้ความสำคัญกับความเข้ากันได้ระหว่างวัสดุกับกระบวนการมากกว่าความสวยของขวด

อาหารพร้อมรับประทาน

ถ้าภาชนะต้องนำไปอุ่นหรือผ่านความร้อน PP มักเป็นวัสดุที่ถูกนำมาพิจารณามากกว่า แต่ต้องตรวจสอบข้อกำหนดของภาชนะรุ่นนั้นโดยตรงก่อนใช้งาน

อย่าเลือกจากสัญลักษณ์ PET หรือ PP อย่างเดียว

แม้พลาสติกจะระบุว่าเป็น PET หรือ PP เหมือนกัน แต่บรรจุภัณฑ์แต่ละรุ่นอาจมีข้อจำกัดไม่เท่ากัน เพราะยังมีปัจจัยอื่น เช่น

  • เกรดวัตถุดิบ
  • ความหนาของผนัง
  • รูปทรงและโครงสร้าง
  • สีหรือสารเติมแต่ง
  • ระบบฝาและ Liner
  • อุณหภูมิ Filling
  • ระยะเวลาที่สัมผัสความร้อน
  • ประเภทอาหารหรือเครื่องดื่ม

แนวทางด้าน Food Contact จึงพิจารณาทั้งประเภทอาหารและ Condition of Use ไม่ได้พิจารณาเพียงชื่อพลาสติกเท่านั้น

ก่อนสั่งผลิตควรเตรียมข้อมูลอะไร

ข้อมูลที่ควรแจ้งผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์ตั้งแต่ต้น ได้แก่ ประเภทสินค้า อุณหภูมิขณะบรรจุ กระบวนการหลัง Filling ปริมาณต่อขวด ระบบฝา อายุสินค้าที่ต้องการ และเงื่อนไขการจัดเก็บ

ข้อมูลเหล่านี้ช่วยลดความเสี่ยงในการเลือกวัสดุที่ไม่สัมพันธ์กับกระบวนการจริง โดยเฉพาะสินค้าที่มีความร้อนหรือมีสูตรเฉพาะ

IMCOFOODPACK สามารถนำข้อมูลผลิตภัณฑ์และกระบวนการบรรจุมาประกอบการพิจารณารูปแบบบรรจุภัณฑ์ เพื่อให้การเลือก PET หรือ PP สอดคล้องกับการใช้งานจริงมากกว่าการตัดสินจากรูปลักษณ์เพียงอย่างเดียว

ประเด็นที่มักสงสัยก่อนเลือกวัสดุ

Q: PET กับ PP แบบไหนใช้กับอาหารได้ปลอดภัยกว่า

A: ไม่สามารถตัดสินจากชื่อวัสดุเพียงอย่างเดียว ทั้ง PET และ PP มีการใช้ในบรรจุภัณฑ์อาหาร แต่ต้องเป็นวัสดุและบรรจุภัณฑ์ที่เหมาะกับประเภทอาหาร อุณหภูมิ และเงื่อนไขการใช้งานนั้น

Q: PET เข้าไมโครเวฟได้หรือไม่

A: ไม่ควรพิจารณาจากคำว่า PET เพียงอย่างเดียว ต้องตรวจสอบว่าภาชนะรุ่นนั้นออกแบบและรับรองสำหรับการอุ่นอาหารหรือไม่ เพราะ PET ทั่วไปไม่ได้หมายความว่าเหมาะกับการใช้งานในไมโครเวฟทุกกรณี

Q: PP ทุกชนิดใส่ของร้อนได้หรือไม่

A: ไม่ใช่ PP ทุกผลิตภัณฑ์จะรองรับอุณหภูมิและระยะเวลาการใช้งานเท่ากัน ต้องดู Specification ของบรรจุภัณฑ์แต่ละรุ่นและกระบวนการจริง

Q: ถ้าสินค้าต้องการขวดใสแต่บรรจุร้อนควรเลือกอะไร

A: ต้องเริ่มจากอุณหภูมิ Filling และขั้นตอนหลังบรรจุ หากต้องการใช้ PET ควรเลือกโครงสร้างหรือขวดที่ออกแบบสำหรับกระบวนการ Hot Fill โดยเฉพาะ และทดสอบกับกระบวนการจริงก่อนผลิตจำนวนมาก

จุดตัดสินใจสำคัญอยู่ที่การใช้งานจริง

PET เด่นเรื่องความใสและการคงรูป จึงเหมาะกับสินค้าที่ต้องการโชว์ผลิตภัณฑ์ ขณะที่ PP มีข้อได้เปรียบในงานที่ต้องคำนึงถึงความร้อนและความเหนียวของวัสดุมากขึ้น แต่ไม่มีวัสดุชนิดใดเหมาะกับสินค้าทุกประเภท

ก่อนเลือกบรรจุภัณฑ์ จึงควรเริ่มจากอุณหภูมิการบรรจุ ลักษณะสินค้า กระบวนการผลิต และรูปแบบการใช้งานปลายทาง แล้วจึงเลือกระหว่าง PET หรือ PP ให้ตรงกับเงื่อนไขเหล่านั้น

เทียบวัสดุให้ตรงกับกระบวนการผลิตก่อนสั่งบรรจุภัณฑ

📞โทร: 038-571-845-9
📞โทร: 065-398-9909
🔵Facebook: imcofoodpack
🟢LINE: @chc0659g
📸Instagram: imcofoodpack
🌐Web: www.imcofoodpack.com